• Home
  • ป้ายกำกับ: UFABET

ปอนด์ต่อปอนด์ ธีรศิลป์ – อู๋ เหล่ย ดาวยิงความหวัง ไทย-จีน


วัดกันที่หัวหอก

วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ระหว่างสองกองหน้าตัวความหวัง ธีรศิลป์-อู๋ เหล่ย ใครเหนือกว่ากัน?


คู่ต่อกรของทีมชาติไทยในรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ก็คือ “ขุนพลแดนมังกร” ทีมชาติจีน ที่จะฟาดแข้งกันในวันที่ 20 ม.ค.62 ก่อนที่จะถึงเวลาคิกออฟ โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ขอเรียกน้ำย่อยด้วยการ เทียบความสามารถของดาวยิงตัวความหวังของทั้งสองชาติมาให้ได้ดูกัน ระหว่าง ธีรศิลป์ แดงดา กับ อู๋ เหล่ย แต่ละคนเป็นเช่นไร

การจบสกอร์

เริ่มกันที่เรื่องการจบสกอร์ถือว่าสำคัญที่สุดสำหรับการรับบทบาทเป็นกองหน้าให้กับทีม ทางทีมชาติไทยฝากความหวังไว้กับ “เทพมุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงที่ไปค้าแข้งกับ ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา ในฟุตบอลเจลีก ประเทศญี่ปุ่นฤดูกาลที่แล้ว ขณะที่ทางฝั่งทีมชาติจีนก็คือ อู๋ เหล่ย ซุปเปอร์สตาร์จากแผ่นดินใหญ่ จากสโมสรเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี

หากเทียบกันเรื่องการจบสกอร์ต้องยอมรับว่า ธีรศิลป์ แดงดา ของเรายังดูเป็นรองทางด้าน อู๋ เหล่ย ของทางฝั่งจีน ที่ครบเครื่องเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในกรอบเขตโทษรวมไปถึงลูกยิงไกลก็อันตรายไปหมด เวลาบอลอยู่กับเท้าเขาก็มีโอกาสเปลี่ยนเป็นประตูได้อยู่เสมอ

ธีรศิลป์ แดงดา 7 – อู๋ เหล่ย 9

ความแข็งแกร่ง

มากันที่เครื่องความแข็งแกร่งของร่างกาย ดาวยิงของทีมชาติไทยดูจะมีภาษีดีกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะจังหวะการถูกกองหลังคู่แข่งเข้าปะทะ ธีรศิลป์ แดงดา ดูจะทนและล้มยากกว่าทาง อู๋ เหล่ย ที่หลายๆครั้งเมื่อถูกกระแทก ก็จะเสียจังหวะไปพอสมควรสำหรับการเล่นบอลในจังหวะต่อไป

ธีรศิลป์ แดงดา 8- อู๋ เหล่ย 7

ความเร็ว

มากันที่ความเร็วแบ่งเป็น 2 ข้อ อันแรกสปีดต้น อู๋ เหล่ย ดูจะเด่นกว่า หากใครเคยเห็นฟอร์มของดาวยิงทีมชาติจีนรายนี้ก็จะเห็นได้ว่า จังหวะสปินท์ของไปเอาบอลระยะไม่เกิน 5 เมตรเขามักจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เสมอ

แม้ว่าสปิดต้น ธีรศิลป์ แดงดา จะดูเป็นรอง แต่หากเพิ่มระยะแล้ว “เจ้ามุ้ย” ก็ไม่ได้เป็นรองแม้แต่น้อย โดยความเร็วระยะวิ่งยาวๆของทั้งสองก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่

ธีรศิลป์ แดงดา 8 – อู๋ เหล่ย 9

การเลี้ยงบอล

มากันที่โหมดเลี้ยงบอล ต้องบอกว่าทั้งสองคนทำได้ดีทั้งคู่ เป็นกองหน้าที่มักจะเอาชนะในการดวลจังหวะ 1 ต่อ 1 กับคู่แข่ง โดยผลงานของทั้งสองคนในรอบแรก แฟนบอลที่ได้ติดตามทั้งคู่เล่นก็คงจะเห็นแล้วว่า เป็นจุดเด่นของทั้งสองคน แต่ทักษะการเลี้ยงบอลนี้ เรายังมองว่า อู๋ เหล่ย ทำได้ดีกว่า ธีรศิลป์ ตรงที่จังหวะล็อกหลบคู่ต่อสู้มีความหลากหลายมากกว่า

ธีรศิลป์ แดงดา 8 – อู๋ เหล่ย 9

การครอบครองบอล

แม้ว่าการเลี้ยงบอลคะแนนของ ธีรศิลป์ จะน้อยกว่า อู๋ เหล่ย แต่ในเรื่องการครอบครองบอลเป็นทางฝั่ง “เจ้ามุ้ย” ที่ดูจะเหนือกว่าดาวยิงทีมชาติจีน โดยเฉพาะการเก็บบอล พักบอลในพื้นที่สุดท้าย กองหน้าของทีมชาติไทยทำได้ค่อนข้างดี น้อยครั้งที่ ธีรศิลป์ จะถูกฝ่ายตรงข้ามฉกบอลไปจากเท้า ขณะเดียวกันทางฝั่ง อู๋ เหล่ย ดูจะเสียบอลง่ายไปสักหน่อย แต่มองในมุมกับกัน เขาคือกองหน้าที่กล้าวัดจังหวะได้เสียไปเลย

ธีรศิลป์ แดงดา 8 – อู๋ เหล่ย 7

ลูกกลางอากาศ

มากันที่ลูกอากาศหรือจังหวะโหม่ง เป็นทางด้านธีรศิลป์ แดงดา ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูงของดาวยิงทีมชาติไทยและจังหวะกระโดดเทคตัว อู๋ เหล่ย ที่ครบเครื่องแค่ไหนก็ดูจะเป็นรองในข้อนี้

ธีรศิลป์ แดงดา 8 -อู๋ เหล่ย 7

เทคนิค /ไหวพริบ

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นตัวชีวัดความเป็นสุดยอดของนักเตะก็คือเรื่อง เทคนิค และไหวพริบ ทางด้าน ธีรศิลป์ แดงดา และ อู๋ เหล่ย โดดเด่นพอๆกันในเรื่องของเทคนิคการเล่นบอลในจังหวะต่างๆ โดย ดาวซัลโวฟุตบอลไซนีสซุปเปอร์ลีก จะดูดีกว่าในเรื่องไหวพริบ โดยเฉพาะในพื้นที่กรอบเขตโทษที่หากปล่อยพื้นที่ให้เขา มีโอกาสที่เขาจะส่งบอลเข้าไปกองใต้ก้นตาข่ายได้ทุกเมื่อ

ธีรศิลป์ แดงดา 8 – อู๋ เหล่ย9

ความขยัน

หลายๆข้อที่ผ่านมา ธีรศิลป์ แดงดา อาจดูเป็นรองดาวซัลโวฟุตบอลลีกจีน แต่หนึ่งในสิ่งที่กองหน้าของไทยดูจะโดดเด่นกว่านั้นก็คือ ความขยัน ไม่ว่าจะเป็นความขยันในการช่วยเพื่อนในทีมไล่บอลและบีบพื้นที่ในจังหวะเกมรับ ขณะที่การเล่นเกมรุกในยามที่ไม่มีบอลก็พยายามวิ่งหาช่องให้เพื่อนเล่นได้ง่ายขึ้น

ธีรศิลป์ แดงดา 9 – อู๋ เหล่ย8

การเล่นเป็นทีม

ขณะที่การเล่นเป็นทีมนั้น ธีรศิลป์ แดงดา ของไทยจะโดดเด่นมากกว่าในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการถูกรับบทบาทให้เป็นตัวเก็บบอลในพื้นที่สุดท้าย รวมไปถึงจังหวะการทำชิ่งกับเพื่อนร่วมทีมที่ดูจะมีความหลากหลายมากกว่า ขณะที่ อู๋ เหล่ย นั้นมักจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก แถมการเล่นในสีเสื้อทีมชาติดูจะยังไม่ค่อยกลมกลืนกับเพื่อนร่วมทีมมากเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับการรับใช้สโมสร

ธีรศิลป์ แดงดา 9 – อู๋ เหล่ย8

ฟอร์มล่าสุด

ปิดท้ายกันที่ฟอร์มล่าสุดของทั้งสองคน คงต้องยกให้ทาง อู๋ เหล่ย ที่ร้อนแรงกว่าไม่ว่าจะเป็นผลงานการค้าแข้งในฤดูกาล 2018 ที่เจ้าตัวยิงไป 27 ประตูให้กับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ในฟุตบอลไซนีสซุปเปอร์ลีก รวมไปถึงผลงานในรอบแรกที่ยิงไป 2ประตูในเกมเอาชนะ ฟิลิปปินส์​3-0

ส่วนทางฝั่ง ธีรศิลป์ แดงดา แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการค้าแข้งที่เจลีก ประเทศญี่ปุ่นปีแรก ที่ช่วยยกระดับฝีเท้าเขาไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ความฮ๊อตก็ยังสู้ดาวยิงทีมชาติจีนไม่ได้ โดยในรอบแรก ธีรศิลป์ ก็ทำไป 1 ประตูในเกมแพ้ อินเดีย 1-4

ธีรศิลป์ แดงดา 7 – อู๋ เหล่ย 9


Powered by UFABET

ชีวิตนี้ ‘บาโลเตลลี่’ จะได้เล่นฟุตบอลอย่างสงบๆ หรือไม่?

มาริโอ บาโลเตลลี่ ถือเป็นกองหน้าที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง แต่เขาก็มักจะทำลายโอกาสที่ตัวเองได้รับอยู่เสมอๆ แล้วอย่างงี้ เขาจะมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลอย่างสงบๆ อีกสักครั้งหรือไม่ หรือเจ้าตัวจะไม่มีโอกาสอย่างนั้นอีกแล้ว


มาริโอ บาโลเตลลี่ นั้นกำลังมีปัญหาในการลงเล่นฟุตบอลในฝรั่งเศส ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะมีปัญหาไปซะทุกที่ที่ไป มันจะพอมีที่ไหนบ้างหรือเปล่า ที่เจ้า ‘เกรียนโอ้’ จะได้เล่นฟุตบอลอย่างสบายใจ

ในตอนนี้ มีข่าวลือว่าหัวหอกทีมชาติอิตาลีอาจจะย้ายกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีก และทีมที่ตกเป็นข่าวกับเขาคือนิวคาสเซิล กับ เวสต์แฮม หรือไม่อย่างนั้น เจ้าตัวก็เตรียมจะย้ายไปเล่นกับมาร์กเซย ทีมที่ให้ความสนใจในตัวบาโลเตลลี่มาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ทุกๆ สโมสรรู้ดีว่าการดึงตัวบาโลเตลลี่ไปนั้นมีความเสี่ยง แม้เจ้าตัวจะถือเป็นกองหน้าที่มีพรสวรรค์สูง แต่เขาก็เป็นคนที่คาดเดาพฤติกรรมได้ยากจริงๆ

ไม่เชื่อคุณก็ลองถามปาทริค วิเอร่า เจ้านายของบาโลเตลลี่ที่นีซ และเคยเป็นอดีตเพื่อนร่วมทีมกันดูสิ อดีตกองกลางของอาร์เซนอลบอกว่า หัวหอกจอมเกรียนรายนี้มีสภาพจิตใจเหมือนเด็กอายุ 16 ปี และคงจะทำตัวเหมือนว่าตัวเองเป็นวัยรุ่นไปจนถึงอายุ 45

ไม่รู้จักโต

หากไม่นับตอนที่เจ้าตัวลงเล่นให้กับสโมสรแรกอย่างอินเตอร์ มิลาน ทีมแรกที่เลือกที่จะลองเสี่ยงกับเกรียนโอ้ก็คือ แมนฯ ซิตี้ พวกเขายอมทุ่มเงิน 24 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวหัวหอกรายนี้มาจากทัพงูใหญ่ ในตอนที่มีอายุ 19 ปี

ซึ่งตอนที่อยู่อินเตอร์ มิลาน บาโลเตลลี่ก็เคยสวมใส่เสื้อของคู่ปรับร่วมเมืองอย่างเอซี มิลาน ออกโทรทัศน์ด้วย

ส่วนตอนที่บาโลเตลลี่ย้ายมาอยู่กับแมนฯ ซิตี้ หัวหอกผิวสีรายนี้ก็ทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักไปครึ่งอังกฤษ จากการจุดพลุในบ้านของตัวเอง จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว

ปีแรกที่เขาย้ายมาอยู่กับเรือใบสีฟ้า บาโลเตลลี่นั้นมีจำนวนใบเหลืองใบแดง มากกว่าจำนวนประตูที่เขาทำให้ทีมได้เสียอีก นอกจากนี้ เขายังไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวบ้าๆ อีกหลายเรื่องเลยทีเดียว

แต่ทว่าในปีที่สอง ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม นั้นต่างออกไป

บาโลเตลลี่ทำประตูไป 17 ลูก จากทุกรายการที่ลงเล่นให้แมนฯ ซิตี้ และเป็นคนแอสซิสต์ให้เซร์จิโอ อเกวโร่ ทำประตูชัยในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายกับควีนส์ปาร์ค จนช่วยให้ทัพเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ

ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนั้น ทำให้เจ้าตัวมีชื่อติดทีมชาติอิตาลีไปลุยศึกยูโร 2012 และเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพาอิตาลีเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ และยังเป็นคนเหมา 2 ประตู ในเกมที่ชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบตัดเชือกด้วย และนั่นก็ทำให้บาโลเตลลี่กลายเป็นหนึ่งในแข้งเนื้อหอมที่สุดในยุโรปคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บาโลเตลลี่ก็มีปัญหากับแมนฯ ซิตี้ อีกครั้ง หลังเจ้าตัวนำเรื่องที่ตัวเองโดนปรับค่าเหนื่อย จากการที่ตัวเองไม่ค่อยมีระเบียบวินัย ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม

ที่สุดแล้ว บาโลเตลลี่ก็ถูกทัพเรือใบสีฟ้าขายให้กับเอซี มิลาน ในช่วงหน้าหนาวของปี 2013 แม้เขาจะจบไม่สวยนักกับแมนฯ ซิตี้ แต่โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือของแมนฯ ซิตี้ ในตอนนั้น ก็บอกว่าดาวยิงเชื้อสายกาน่ารายนี้เป็นเหมือนลูกอีกคนของเขา

ส่วนช่วงเวลาที่เอซี มิลาน ต้องบอกเลยว่านั่นอาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในอาชีพของเจ้าตัวแล้ว ตลอดเวลา 1 ฤดูกาลครึ่งที่ซาน ซิโร่ บาโลเตลลี่ทำประตูไป 26 ลูก จากการลงสนามเป็นตัวจริง 37 เกม และที่นี่ก็ดูจะเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับศูนย์หน้าทีมชาติอิตาลี

ผิดพลาดที่สุด

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวได้ทำการตัดสินใจอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ได้นิยามมันว่าเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดในชีวิต และการตัดสินใจดังกล่าวก็คือ การย้ายไปทดแทนช่องว่างของหลุยส์ ซัวเรส ที่ลิเวอร์พูล

ที่แอนฟิลด์ บาโลเตลลี่ทำได้เพียง 4 ประตู จากการลงสนาม 27 เกม แม้ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวจะย้ายกลับไปเล่นด้วยสัญญายืมตัวกับทัพปีศาจแดงดำ แต่เขาก็ไม่สามารถทำผลงานได้ดีเหมือนเดิมอีกแล้ว มันเหมือนกับว่าโลกของฟุตบอลจะไม่อดทนรอดาวยิงทีมชาติอิตาลีอีกแล้ว

แต่มันก็ยังมีสโมสรที่ยังกล้าเสี่ยงกับหัวหอกที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้คนนี้อยู่ และทีมที่เลือกจะเสี่ยงกับบาโลเตลลี่ก็คือ นีซ ทีมดังจากลีก เอิง ที่ดึงบาโลเตลลี่มาร่วมทีมโดยไม่เสียค่าตัว

โอกาสอีกครั้ง

นีซมอบสัญญา 1 ปี ให้กับบาโลเตลลี่ และมันก็เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ที่ดาวเตะเกรียนเทพรายนี้จะมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง

บาโลเตลลี่ทำผลงานได้น่าประทับใจในฤดูกาลแรกกับนีซ และนั่นทำให้สโมสรตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับบาโลเตลลี่ และฤดูกาล 2017/18 ก็ถือเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในอาชีพของเจ้าตัว ด้วยการทำประตูได้ถึง 26 ลูกจากทุกรายการ

หลังจบฤดูกาลดังกล่าว บาโลเตลลี่ตกเป็นข่าวจะไปเล่นกับมาร์กเซย แต่การเจรจาก็ล้มเหลว และเขาก็ตัดสินใจต่อสัญญากับนีซไปอีก 1 ปี

แต่ในฤดูกาลนี้ ดูเหมือนบาโลเตลลี่คนเดิมจะหายไปแล้ว เขายังทำประตูไม่ได้เลยในฤดูกาลนี้ และโดนใบเหลืองไปแล้ว 5 ใบด้วยกัน

และสถิติที่ย่ำแย่ดังกล่าว ก็ทำให้ปาทริค วิเอร่า กุนซือของนีซ รู้สึกอารมณ์เสียกับผลงานของเขามาก และนั่นก็หมายรวมไปถึงพฤติกรรมที่สุดคาดเดาของเจ้าตัวด้วย

ดูเหมือนว่าตอนนี้ อาจจะยังมีสโมสรหลายแห่งต้องการหัวหอกรายนี้ แต่มันก็มีเหตุผลมากมาย ที่ทำให้หลายๆ ทีมถอนความสนใจไป บาโลเตลลี่นั้นเป็นเหมือนระเบิดเวลา และพฤติกรรมเหล่านี้ก็อาจทำให้เจ้าตัวหมดโอกาสลงเล่นในลีกชั้นนำแล้ว หรือจะยังมีสโมสรที่กล้าเสี่ยงกับดาวยิงรายนี้อีกสักครั้ง

ยังไงก็ตาม ขอให้นายโชคดีแล้วกัน มาริโอ


Powered by UFABET

9 แข้งที่ย้ายมาอยู่ดอร์ทมุนด์ หลังทีมปล่อยแข้งหลักออกจากทีมไป


ประเมินผลงาน

นี่คือ 9 นักเตะที่ดอร์ทมุนด์ซื้อมาร่วมทีม หลังจากที่พวกเขาปล่อยตัวนักเตะหลักออกจากทีมไป แล้วทั้ง 9 คนนี้ทำผลงานเป็นอย่างไร สามารถทำได้ดีเท่ามาตรฐานเดิมของนักเตะที่ออกไปได้หรือไม่ เราจะมาประเมินผลสอบของพวกเขากัน


ในตลาดหน้าหนาวนี้ ดอร์ทมุนด์เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงกับเชลซี ในการปล่อยตัว คริสเตียน พูลิซิช ปีกดาวรุ่งฟอร์มแรงของทีมไป ด้วยค่าตัว 58 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม ทัพเสือเหลืองได้ยืมตัวกัปตันทีมชาติสหรัฐอเมริกาให้เล่นกับทีมต่อไปจนจบฤดูกาล เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้งานปีกรายนี้ และมีเวลาหาคนมาแทนที่เขาด้วย

นี่ถือเป็นอีกดีลหนึ่ง ที่ดอร์ทมุนด์สามารถขายนักเตะได้ในราคามหาศาล ทั้งที่พวกเขาดึงนักเตะมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเล็กน้อยเท่านั้น

ที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วย ที่ทัพเสือเหลืองต้องเสียนักเตะตัวหลักออกจากทีมไป อย่างไรก็ตาม พวกเขามักจะหานักเตะมาเล่นแทนตัวที่ต้องปล่อยไปได้เสมอ และส่วนใหญ่นักเตะที่เข้ามาแทนก็ทำผลงานได้ดีเสียด้วย

และนี่คือ 9 นักเตะที่ดอร์ทมุนด์ดึงตัวมาร่วมทีม หลังจากปล่อยแข้งตัวหลักด้วยค่าตัวมหาศาล ซึ่งเราจะมาประเมินผลงานของนักเตะทั้ง 9 คนว่า ทำผลงานแทนที่การจากไปของผู้เล่นคนนั้นๆ ได้ดีพอหรือไม่

มาร์โก รอยส์

ย้ายมาจาก : มึนเช่นกลัดบัค (15.4 ล้านปอนด์)

แทนที่ : ชินจิ คากาวะ (ไป แมนฯ ยูไนเต็ด 12 ล้านปอนด์)

คากาวะถือเป็นหนึ่งในนักเตะญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในบุนเดสลีก้า โดยเจ้าตัวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ดอร์ทมุนด์ของเจอร์เกน คล็อปป์ คว้าแชมป์บุนเดสลีก้า 2 สมัยติด ในปี 2011 และ 2012

ผลงานอันยอดเยี่ยมของเจ้าตัว ก็ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจดึงดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้มาช่วยยกระดับแผงกลางของทีม อย่างไรก็ตาม คากาวะไม่ประสบความสำเร็จนักกับช่วงเวลา 2 ปี ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาได้ลงเล่นไม่มากนัก แม้จะช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 1 ครั้งก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นักเตะที่มาแทนที่คากาวะที่ดอร์ทมุนด์ และเคยเป็นเด็กปั้นของสโมสรอย่าง มาร์โก รอยส์ นั้นสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ และตอนนี้เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม รวมถึงเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อทีมมากที่สุดคนหนึ่ง แม้จะไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เลยก็ตาม และจากสิ่งที่เรากล่าวมา เราก็คิดว่าพวกคุณคงรู้ดี ว่าผลการประเมินของเราจะเป็นอย่างไร

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


เฮนริค มคิทาร์ยาน

ย้ายมาจาก : ชัคเตอร์ โดเนตส์ (22.5 ล้านปอนด์)

แทนที่ : มาริโอ เกิตเซ่ (ไปบาเยิร์น มิวนิค 31.5 ล้านปอนด์)

เกิตเซ่นั้นเป็นเด็กปั้นของดอร์ทมุนด์ โดยเขาอยู่กับสโมสรมาตั้งแต่ 9 ขวบ แต่ในปี 2013 เจ้าตัวกลับออกมาพูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจแฟนบอล ด้วยการบอกว่า อยากจะย้ายไปเล่นกับบาเยิร์น มิวนิค

ที่สุดแล้ว หลังจบฤดูกาล 2012/13 เกิตเซ่ก็ได้ย้ายไปอยู่กับบาเยิร์น มิวนิค และนั่นก็ทำให้แฟนบอลทัพเสือเหลืองโกรธเขามาก แต่ทีมก็ไปหาตัวแทนเขามาได้ และคนๆ นั้นก็คือ เฮนริค มคิทาร์ยาน เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติอาร์เมเนีย

แม้ช่วงแรก มคิทาร์ยานจะมีฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ แต่เขาก็ค่อยๆ ปรับตัว จนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2015/16 และย้ายไปอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลดังกล่าว

แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เราก็คือ เมื่อมคิทาร์ยานย้ายออกไป เกิตเซ่ก็กลับมาอยู่กับดอร์ทมุนด์อีกครั้งหนึ่ง

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


อุสมาเน่ เดมเบเล่

ย้ายมาจาก : แรนส์ (13.5 ล้านปอนด์)

แทนที่ : เฮนริค มคิทาร์ยาน (ไปแมนฯ ยูไนเต็ด 30 ล้านปอนด์)

ในฤดูกาล 2015/16 มคิทาร์ยานทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับดอร์ทมุนด์ เจ้าตัวทำไป 11 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 31 เกมบุนเดสลีก้า และมันก็ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงิน 30 ล้านปอนด์ เพื่อดึงเขาไปร่วมทีมแต่เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เมเนียนกลับไม่สามารถเล่นได้ดีเหมือนเดิมอีกเลย นับตั้งแต่ย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม นักเตะที่มาแทนที่เขาอย่างอุสมาเน่ เดมเบเล่ กับทำผลงานได้อย่างโดดเด่น เขาทำไป 6 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ในบุนเดสลีก้าฤดูกาล 2016/17 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่าในฤดูกาลต่อมา ด้วยค่าตัวเกือบ 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


เซบาสเตียน โรเด้

ย้ายมาจาก : บาเยิร์น มิวนิค (12.6 ล้านปอนด์)

แทนที่ : อิลคาย กุนโดกัน (ไปแมนฯ ซิตี้ 20 ล้านปอนด์)

ดอร์ทมุนด์นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ปลุกปั้นดาวรุ่งได้ดีที่สุดในโลกทีมหนึ่ง และหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ อิลคาย กุนโดกัน ที่พวกเขาดึงตัวมาจากเนิร์นแบร์กในปี 2011 ก่อนจะกลายมาเป็นยอดกองกลางหมายเลข 8 ในยุคปัจจุบัน

ซึ่งกุนโดกันเองก็รักสโมสรแห่งนี้มากๆ จะมีหลายสโมสรให้ความสนใจใน แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ต้องการย้ายออกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า ดอร์ทมุนด์นั้นดูแลตัวเองเป็นอย่างดีในช่วงที่เขาไม่สามารถลงสนามได้ และมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนีรายนี้ก็บอกว่า จะย้ายทีมเมื่อคิดว่ามันถึงเวลาที่สมควรเท่านั้น จนมาถึงปี 2016 เจ้าตัวก็ย้ายไปอยู่กับแมนฯ ซิตี้ แม้จะยังไม่สามารถเค้นฟอร์มสุดยอดในสมัยเล่นที่เยอรมนีมาได้ก็ตาม

ส่วนทางดอร์ทมุนด์ แม้จะเสียมิดฟิลด์ตัวหลักของทีมไป แต่พวกเขาก็ไปหาตัวแทนมาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเซ็นสัญญากับเซบาสเตียน โรเด้ จากบาเยิร์น มิวนิค อย่างไรก็ตาม ดาวเตะรายนี้มักจะประสบปัญหาบาดเจ็บบ่อยๆ จนโอกาสลงสนามน้อยมาก เขาได้เล่นให้ทัพเสือเหลืองเพียง 22 เกม และฤดูกาลนี้ เจ้าตัวก็ต้องย้ายไปหาโอกาสลงสนามกับแฟรงค์เฟิร์ต

ผลการประเมิน : สอบตก


มาร์ก บาร์ตร้า

ย้ายมาจาก : บาร์เซโลน่า (7.2 ล้านปอนด์)

แทนที่ : มัทส์ ฮุมเมลส์ (ไปบาเยิร์น มิวนิค 30 ล้านปอนด์)

การเสียนักเตะคนสำคัญไปให้กับคู่ปรับแย่งแชมป์เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก โดยเฉพาะกับนักเตะที่มีแนวโน้มจะเป็นตำนานของสโมสรได้ ซึ่งดอร์ทมุนด์เองก็ต้องมาพบเจอกับเรื่องนี้ เมื่อพวกเขาต้องเสียกองหลังจอมแกร่งอย่างฮุมเมลส์ไปให้กับบาเยิร์น มิวนิค และเขาก็เปลี่ยนสถานภาพจากนักบอลอันเป็นที่รัก กลายเป็นคนที่แฟนบอลเสือเหลืองเหม็นขิ้หน้ามากที่สุดคนหนึ่ง

ฮุมเมลส์นั้นถือเป็นกองหลังคนสำคัญของทัพเสือเหลืองอย่างแท้จริง เขาพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า 2 สมัยติด ในปี 2011-2012 รวมถึงพาดอร์ทมุนด์เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2013

การจากไปของกองหลังทีมชาติเยอรมนีรายนี้ ทำให้ทัพเสือเหลืองต้องมองหาตัวแทน และพวกเขาก็ไปเอามาร์ก บาร์ตร้า มาจากบาร์เซโลน่า อย่างไรก็ตาม กองหลังชาวสแปนิชรายนี้ทำผลงานได้ไม่ดีนักในเวสฟาเลนสตาดิออน เขาใช้เวลากับดอร์ทมุนด์แค่เพียง 1 ฤดูกาลครึ่ง ก่อนจะย้ายกลับไปอยู่กับเรอัล เบติส ในบ้านเกิด

ผลการประเมิน : สอบตก


มานูเอล อคานจี

ย้ายมาจาก : เอฟซี บาเซิล (19.3 ล้านปอนด์)

แทนที่ : มัทธิอัส กินเทอร์ (ไปมึนเช่นกลัดบัค 15.3 ล้านปอนด์)

แฟนบอลของดอร์ทมุนด์หลายคนคาดหวังว่า กองหลังดาวรุ่งอย่างมัทธิอัส กินเทอร์ จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังย้ายจากไฟร์บวร์ก มาอยู่กับทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2014

กองหลังรายนี้ฉายแววโดดเด่นออกมาได้ดีทีเดียว แต่เจ้าตัวก็ได้ลงเล่นให้กับดอร์ทมุนด์แค่เพียง 3 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมึนเช่นกลัดบัค ในตลาดหน้าร้อนปี 2017

และนั่นก็ทำให้ทัพเสือเหลืองต้องมองหาตัวแทนของกองหลังชาวเยอรมันรายนี้ ซึ่งทัพเสือเหลือต้องใช้เวลา 1 ฤดูกาล ถึงจะได้เจอคนที่เหมาะสมอย่างมานูเอล อคานจี

อคานตีพัฒนาฝีเท้าได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นปราการหลังอันดับ 1 ในทีมของลูเชียน ฟาฟร์ โดยเขามักจะได้จับคู่กับดิอัลโล และการเข้าคู่ของทั้งสองคน ทำเอาแฟนของดอร์ทมุนด์นั้นหวนนึกถึงการยืนคู่กันของซูโบติชและฮุมเมลส์เลย

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


มิชี้ บาตชัวยี่ และ ปาโก้ อัลกาเซร์

ย้ายมาจาก : เชลซี (ยืมตัว ครึ่งหลังฤดูกาล 2017/18), บาร์เซโลน่า (ยืมตัวพ่วงออพชั่นซื้อขาด 22.7 ล้านปอนด์)

แทนที่ : ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง (ไปอาร์เซนอล 56 ล้านปอนด์)

โอบาเมยองย้ายมาอยู่กับดอร์ทมุนด์ในปี 2013 ด้วยความดีใจของแฟนบอล แต่เขาก็จบกับทีมไม่สวยนัก หลังย้ายไปอยู่กับอาร์เซนอลในช่วงตลาดหน้าหนาวปี 2018

กองหน้าทีมชาติกาบองทำประตูให้กับดอร์ทมุนด์ไป 141 ลูก จากการลงสนาม 213 เกม และเขาก็เคยคว้าดาวซัลโวในศึกบุนเดสลีก้า 1 สมัยด้วยกัน

และเมื่อโอบาเมยองเข้ามา ก็ทำให้โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ย้ายไปเชลซี และเมื่อดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสย้ายมาสแตมฟอร์ด บริดจ์ มันก็ยิ่งทำให้โอกาสของกองหน้าสำรองเชลซีอย่างมิชี่ บาตชัวยี่ น้อยลงไปกว่าเดิม

เหตุผลดังกล่าวจึงทำให้บาตชัวยี่ตัดสินใจออกมาหาโอกาสลงเล่นกับทีมอื่นด้วยการยืมตัว และก็เป็นดอร์ทมุนด์ที่ยืมตัวเขามา เพื่อแทนที่การขาดหายของโอบาเมยอง และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีทีเดียว หลังยิงไป 9 ประตู จาก 14 เกม ในการเล่นกับทัพเสือเหลืองแค่เพียงครึ่งฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม บาตชัวยี่ก็กลับไปเชลซีเมื่อจบฤดูกาล 2017/18 และนั่นก็ทำให้ทัพเสือเหลืองต้องตามหาดาวยิงคนใหม่ ก่อนที่พวกเขาจะไปคว้าปาโก้ อัลกาเซร์ ที่แทบไม่มีโอกาสลงสนามให้กับบาร์เซโลน่า มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวที่พ่วงออพชั่นซื้อขาดไว้

และการมาเล่นที่ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค ก็เป็นเหมือนการคืนชีพให้กับหัวหอกทีมชาติสเปนรายนี้ เมื่อเขาทำประตูไปแล้ว 12 ลูก จากการลงสนาม 12 เกมในบุนเดสลีก้า ซึ่งเป็

นการลงตัวจริงแค่เพียง 5 เกมเท่านั้น

ผลการประเมิน : สอบผ่านทั้งสองคน


เจดอน ซานโช่

ย้ายมาจาก : แมนฯ ซิตี้ (8 ล้านปอนด์)

แทนที่ : อุสมาเน่ เดมเบเล่ (ไปบาร์เซโลน่า 96.8 ล้านปอนด์)

นักฟุตบอลทุกคนมีมูลค่า และคงไม่แปลกอะไร หากดอร์ทมุนด์จะยอมปล่อยอุสมาเน่ เดมเบเล่ ไปบาร์เซโลน่า เมื่อทัพอาซูลกราน่า ยอมทุ่มเงินเกือบ 100 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าดาวเตะรายนี้ไปแทนที่ของเนย์มาร์ ซึ่งลาไปอยู่กับเปแอสเชด้วยค่าตัวสถิติโลก

ซึ่งการซื้อขายครั้งนี้ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดอร์ทมุนด์กับเดมเบเล่ก็ขาดสะบั้นลงจากดีลนี้ เนื่องจากดาวรุ่งเลือดน้ำหอมรายนี้ตกเป็นข่าวว่าเจ้าตัวงอแงจะย้ายทีมตลอดเวลาที่มีข่าวกับทีมดังจากคาตาลุญญ่า

อย่างไรก็ตาม สโมสรยังต้องเดินหน้าต่อไป และทัพเสือเหลืองก็ไปคว้าตัวเจดอน ซานโช่ ปีกดาวรุ่งจากแมนฯ ซิตี้ มาแทนที่ของเดมเบเล่ หลังจากที่เจ้าตัวแทบไม่มีโอกาสลงสนามให้กับทัพเรือใบสีฟ้าชุดใหญ่ และทางดอร์ทมุนด์เองก็การันตีกับดาวรุ่งชาวอังกฤษว่า เขาจะได้โอกาสลงสนามกับทีม

และจนถึงตอนนี้ ซานโช่ก็ทำไปแล้ว 8 ประตู กับ 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามให้ดอร์ทมุนด์ 36 เกม และเขาก็ทำให้พูลิซิชต้องตกเป็นตัวสำรองของเขาในฤดูกาลนี้

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


อับดู ดิอัลโล

ย้ายมาจาก : ไมนซ์ (25.2 ล้านปอนด์)

แทนที่ : โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส (ไปอาร์เซนอล 17.6 ล้านปอนด์)

โซคราติสย้ายมาซิกนัล อิดูน่า ปาร์ค หลังจากที่ทีมเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2013 ซึ่งยังมีเจอร์เกน คล็อปป์ กุมบังเหียนอยู่ ในตอนนั้นดอร์ทมุนด์มีคู่กองหลังอย่างเนเวน ซูโบติช และมัทส์ ฮุมเมลส์ ซึ่งถือเป็นคู่กองหลังที่ดีที่สุดในยุโรปคู่หนึ่ง และนั่นก็ช่วยไม่ได้ หากปราการหลังชาวกรีกต้องเป็นเพียงสำรองอดทนไปก่อน

แต่โซคราตีสกลับสามารถก้าวเข้ามาเป็นตัวหลังของแผงเซนเตอร์แบ็คในทีมของคล็อปป์ได้อย่างรวดเร็ว และกับกุนซือที่มารับงานต่อจากคล็อปป์ เขาก็ยังได้ลงเป็นตัวหลังอยู่เสมอ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับอาร์เซนอล ในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทัพเสือเหลืองก็หาตัวแทนปราการหลังชาวกรีกได้ดีพอสมควร เมื่อพวกเขาไปคว้าดิอัลโลมาจากไมนซ์ ซึ่งปราการหลังชาวฝรั่งเศสรายนี้ก็ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง เขาลงสนามช่วยทีมไปแล้ว 10 นัด ทำไป 1 ประตู และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดอร์ทมุนด์เป็นจ่าฝูงบุนเดสลีก้า ณ ตอนนี้

ผลการประเมิน : สอบผ่าน


Powered by UFABET

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน